• image
  • image
  • image
  • image show
  • image show
  • image show
  • ebola
  • image show
  • image show
Previous Next
16945 thaihealth cdikmopswx67
นายแพทย์สมาน ฟูตระกูล
ผอก.สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5




ข่าวสาร/บทความล่าสุด

แบบสำรวจความพึงพอใจการใช้บริการเว็บไซต์
 

บันทึกสรุปสาระสำคัญการเรียนรู้Executive in Disease Control) รุ่นที่ 2 โดย นางขนิษฐา อติรัตนา

Blog
เขียนโดย หลานพนมเทียน    วันศุกร์ที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๑๗:๑๓ น.

บันทึกสรุปสาระสำคัญการเรียนรู้
จากการเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำด้านการบริหารงานป้องกันควบคุมโรค (Executive in Disease Control) รุ่นที่ 2
โดย นางขนิษฐา อติรัตนา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ กลุ่มแผนงานและประเมินผล
จากการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำด้านการบริหารงานป้องกันควบคุมโรค (Executive in Disease Control) รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 19 – 23 ธันวาคม 2557 นั้น ข้าพเจ้าขอนำความรู้ ทักษะที่ได้เรียนรู้จากการอบรมดังกล่าวมาเผยแพร่แก่ทุกท่าน เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป 


 กิจกรรมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม วันที่ 19-21 ธ.ค. 2557
• สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมที่วัดบางไผ่
1. วิธีการฝึกสมาธิต้องตั้งใจมั่นกำหนดว่าตนเองอยู่ที่จุดไหน เช่น ยืน นั่ง เดิน เป็นต้น
2. การเดินจงกลม ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยทราบว่าต้องทำอย่างไร
3. การรู้จัก "ทุกข์" ด้วย "อริยสัจสี่"
3.1 "ทุกข์" เป็นสิ่งที่หลีกหนีได้ยาก ไม่ว่าทุกข์กาย (สังขาร) ทุกข์ใจ (จิตปรุงแต่ง)
- วิธีการดับทุกข์ โดยเจริญสติ ซึ่งเป็นการสงบจิตใจ แต่ยังไม่หลุดพ้นจากห้วงกิเลส
- เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการก่อปัญญา ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์ได้จริง
3.2 "สมุทัย" สาเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ เช่นการอยากได้ อยากเป็น ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น
3.3 "นิโรธ" ความดับ (ทุกข์) คือความสำรอกออก, สลัดทิ้ง, ปลดปล่อย, ไม่มีเยื่อใยสมุทัยอันเป็นบ่อเกิดทุกข์ได้สิ้นเชิง หมายถึง การทำลายสมุทัยและดับสมุทัยคือตัวตัณหาให้สิ้นไปจนไม่เกิดขึ้นได้อีกเหมือนไฟที่สิ้นเชื้อ ด้วยอำนาจการดำเนินตามมรรคจนได้บรรลุมรรคนั้นๆ
3.4 "มรรค" หนทางถึงความดับทุกข์ การลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์
4. การเรียนรู้ความหมายของอินทรีย์ทั้ง 5
4.1 ศรัทธา คือ ความเชื่อเช่นเชื่อมั่นในการทำความดี ประพฤตดี
4.2 วิริยะ คือ การมีความเพียร
4.3 สติ คือ ความระลึกได้
4.4 ปัญญา คือ การรู้ตัว รู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งเกิดจากการฟังแล้วคิดตาม
4.5 สมาธิ คือ การตั้งมั่น
5. การมีศีล คือ การสำรวมกาย วาจา ใจ อยู่เสมอ
6. การทดแทนคุณบิดา มารดา เพราะท่านคือพระในบ้าน
7. การกราบพระที่ถูกวิธี
• การนำไปประยุกต์ใช้
การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้นั้นสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในการครองตน ครองคน และครองงานดังนี้
การมีสมาธิ รู้ตัวทุกขณะจิตจะทำให้เราเป็นคน "คิดก่อนพูด ก่อนทำ" เป็นนายตัวเอง เช่นการพูด การกระทำของเรานั้นก่อให้เกิดผลดี ผลเสียแก่ใคร อย่างไรบ้าง บางเรื่องควรละเว้นที่จะพูด ที่จะกระทำ
การมีศีล การสำรวมทั้งกายใจ จะทำให้เราอ่อนน้อม ถ่อมตน เป็นที่น่าสนทนา อยู่ร่วมและปฏิบัติงานร่วมกัน
การปฏิบัติตามอินทรีย์ทั้ง 5 ทำให้เราเชื่อมั่นว่าการ ปฏิบัติงานตามหน้าที่หรือจิตอาสาด้วยความตั้งใจ เชื่อมั่นในความดี ด้วยความเพียร ไม่ท้อถอยต่อผลที่เห็นในระยะสั้นเท่านั้น ต้องมีสติที่มองผลการกระทำระยะยาว และพร้อมสำหรับการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น
การทดแทนคุณบิดา มารดา ถึงแม้ท่านจะจากเราไปแล้ว แต่การระลึกถึงบุญคุณท่านและตอบแทนด้วยการทำตามการสั่งสอนของท่านจะทำให้เรารู้สึกว่าท่านอยู่กับเราตลอดไป
การกราบพระที่ถูกวิธี ไม่เคยรู้มาก่อน แต่ต่อไปนี้จะทำได้อย่างถูกต้อง
 กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ และการสร้างทีมงาน 1 วันที่ 21 ธ.ค. 2557
สิ่งที่ได้เรียนรู้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ และการสร้างทีมงาน
- รู้จักพี่ เพื่อน น้อง ร่วมรุ่น EDC 2 มากขึ้นจากกิจกรรมที่อาจารย์กำหนดให้ทำร่วมกัน
- แต่ละกิจกรรมที่อาจารย์ให้ปฏิบัติมีความหมายของการเรียนรู้สอดแทรกอยู่ดังนี้
1. เรียนรู้ความหมายการทำงานเป็นทีม ที่ประกอบด้วย
- ความไว้วางใจ (Trust)
- การร่วมใจกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency/Empathy)
- ความร่วมมือ ร่วมใจ (Agreement)
- ทุกคนในทีมมีแรงกระตุ้นให้ทำงาน (Motivation)
- ความตั้งใจจริง การตั้งมั่นที่จะทำงาน (Willingness)
- มีวัตถุประสงค์และโอกาสในการทำงานร่วมกัน (Objective/Opportunity)
- การรู้จักบทบาทของตนเองในทีมและการยอมรับซึ่งกันและกันของสมาชิกในทีม (Role/Respect)
- ความรู้ (Know)
2. การทำงานร่วมกันด้วย หลัก "6 T" ประกอบด้วย Talk : การสื่อสาร/ Think : คิดร่วมกัน/ Take care: ดูแลกัน/
Time:รักษาเวลา/ Team : ทำงานเป็นทีม/ Target: ทำงานอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน
3. การทำงานร่วมกันด้วย หลัก "5 ให้" ประกอบด้วย ให้เกียรติ ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ ให้โอกาส ให้ความเป็นกันเอง
และหลักการ 7 ย. ประกอบด้วย ยิ้มแย้ม/ ยกย่อง /ยินยอม/ยืดหยุ่น/เยือกเย็น/หยิบยื่นและยืนหยัด
4. วิธีการนำเสนออย่างมืออาชีพ ต้องประกอบด้วย
"6 วิธีเริ่มต้นการนำเสนอ" :อ้างอิงข่าวสาร/เล่าขานประสบการณ์/ โวหารสุภาษิต/ชวนคิดด้วยคำถาม/น้อม
นำด้วยข้อมูลและกระตุ้นด้วยกิจกรรม
เทคนิคการนำเสนอ: เริ่มต้นด้วยการโน้มน้าวผู้ฟังให้มีความเข้าใจสูงสุด เสริมจุดให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถาม แล้วสรุปอย่างได้ใจความสำคัญให้จับใจ
5. การสื่อสารที่ดี: ประกอบด้วย 7 C คือ Clear / Correct/Concise/Creative/Complete/Consideration และCredible
6. การพิจารณาสถานการณ์: การพิจารณาสถานการณ์ว่าเกิดความขัดแย้งหรือไม่ให้พิจารณาจากการเกิดเหตุการณ์
ระหว่าง2 คนขึ้นไป
• การนำไปประยุกต์ใช้
- การสร้างทีมงานสามารถนำมาใช้ในการทำงานเป็นทีมร่วมกับกลุ่มงานต่างๆ ในภาพของหน่วยงานด้วยหลัก " 6 T" และ " 5 ให้" และหลักการ 7 ย. ด้วยความหมายการทำงานเป็นทีม (T –E-A-M-W-O-R-K )
- เทคนิคการนำเสนอ การนำเสนองานต่างๆ ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว แต่เทคนิคที่ได้จากการเรียนรู้นี้จะทำให้การนำเสนอต่อจากนี้มีการพัฒนาขึ้น
- การสื่อสารที่ดี: การปฏิบัติงานจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดีเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ดังนั้นหลักการการสื่อสารที่ดีที่ประกอบด้วย7 C จึงต้องนำมาใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคลกรในกลุ่มงาน ระหว่างกลุ่มงานและระหว่างหน่วยงาน

กิจกรรมอบรมหลักสูตร 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูง (7 Habits) วันที่ 22-23 ธ.ค. 2557
อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง หรือ The Seven Habits of Highly Effective People
หลักการพื้นฐาน:
- เราต้องสร้างอุปนิสัยก่อน แล้วอุปนิสัยจะสร้างเรา
- ต้องเปิดใจกว้างเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นก่อนตัดสินใจ
- การสร้าง 7 อุปนิสัย เราต้องเปิดใจรับการเรียนรู้และนำไปฝึกฝน จนปฏิบัติได้เป็นอุปนิสัย
- บุคคลจะสมบูรณ์ต้องมีทั้ง Character ที่เป็นคุณลักษณะภายในและ Personality ที่เป็นบุคลิกภาพภายนอก
ระดับวุฒิภาวะ 1. Dependence(การพึ่งผู้อื่น) : YOU
2. Independence(การพึ่งตนเอง): I ประกอบด้วย 3 อุปนิสัย
2.1 Be Proactive เลือกที่จะเป็น เลือกที่จะทำ คือคนที่รู้ตัวว่าเลือกได้
2.2 Begin with the End in เริ่มต้นที่จุดมุ่งหมายในใจ
2.3 Put First Things First ทำสิ่งที่สำคัญก่อน
3. Interdependence(การพึ่งพาซึ่งกันและกัน) : WE ประกอบด้วย 3 อุปนิสัย
3.1 Think Win-Win คิดแบบชนะ-ชนะ
3.2 Seek First to Understand, Then to Be Understood เข้าใจผู้อื่นก่อน แล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา
3.3 Synergize ผนึกพลังประสานความต่าง

อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ เป็นการฝึกอุปนิสัยทั้ง 6 อย่างสม่ำเสมอ
Basic Change Model : แบบจำลองพื้นฐานการเปลี่ยนแปลง See/Do/Get (เห็น/กระทำ/ได้รับ)
Principles Concern : หลักการเป็นตัวกำหนด โดยการกระทำอะไรต้องการให้ถาวรยืนนานต้องเปลี่ยนที่กรอบความคิดก่อน
ความมีประสิทธิผล : ต้องสร้าง ให้เกิดความสมดุลของ Production (P) และ Production Capability : ความสามารถในการผลิต (PC)
อุปนิสัยที่ 1 : ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน (Be Proactive) รู้จักเลือกตอบสนองในสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ มิใช่ปัจจัยภายนอก
เราต้องเป็นผู้เลือกที่จะทำหรือจะไม่ทำสิ่งใด ๆ ด้วยเหตุด้วยผลของเราเอง คือคิดว่าตัวเองเป็นผู้กำหนดชีวิตของตน ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัวเราเอง เมื่อเลือกแล้วต้องรับผลการเลือกนั้นๆ ทั้งนี้ต้องพิจารณาไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าถึงเวลาแล้วค่อยคิดจะทำ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็จะกลายเป็นผู้ถูกกระทำและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
อุปนิสัยที่ 2 : เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ (Begin with the End in)
เราต้องมีการวางแผนการทำงาน กำหนดเป้าหมายของชีวิตของคนเราไว้ตั้งแต่แรกเริ่มที่จะทำการอะไรใด ๆ เพราะหากเราได้ตั้งใจไว้แล้วว่าในที่สุดแล้วการทำงานหรือชีวิตของเราจะมีลักษณะสุดท้ายเป็นอย่างไร เราก็จะทำตัวให้สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางที่กำหนดไว้ได้
อุปนิสัยที่ 3 : ทำสิ่งที่สำคัญก่อน Put First Things First ใช้เวลาทำสิ่งสำคัญที่สุด มิใช่สิ่งที่เร่งด่วนที่สุด
ในชีวิตประจำวันเราทั้งชีวิตส่วนตัวและการปฏิบัติงานนั้นไม่ได้มีสิ่งที่ต้องทำเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการเรียงลำดับความสำคัญของงานคือ
• สำคัญและเร่งด่วน – ต้องทำโดยเร็วที่สุด และต้องทำออกมาอย่างมีประสิทธิภาพตามที่กำหนด (หากมีการวางแผนล่วงหน้า ปัญหานี้มักจะไม่เกิดกับเรา)
สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน – ข้อนี้สำคัญมาก เป็นเรื่องที่น่าจะทำได้ดีที่สุด ถ้าทำตั้งแต่เนิ่นๆ ผลงานจะออกมาดี และไม่กลายเป็นงานสำคัญและด่วนในเวลาต่อมา
• ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน – พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ก็รีบนะ แต่จะไม่ทำก็ได้ เช่นจะไปดูหนัง
ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน – จะไม่ทำก็ได้ แต่เราก็มักใช้เวลากับข้อนี้มาก ลองนึกว่า ถ้าเราให้เวลากับงานที่ไม่ด่วน แต่มีความสำคัญมาก
อุปนิสัยที่ 4 : คิดแบบชนะ : ชนะ Think Win-Win สร้างข้อตกลงร่วมกันด้วยแนวคิดแบบชนะ-ชนะ
เราต้องคิดหาวิธีให้เราและคนรอบข้างได้รับประโยชน์โดยทั่วกัน แบบไม่มีใครได้อยู่ฝ่ายเดียว เรียกว่า "ชนะ" ทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีใครพ่ายแพ้หรือเสียประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว เรียกว่าคิดและทำแบบ win-win ซึ่งจะมีพื้นฐานการคิดบนทัศนคติที่ดี ต่างกับการ "ประนีประนอม" เพราะการประนีประนอมนั้น อาจมีใครที่ต้องเสียผลประโยชน์ไปบ้าง
อุปนิสัยที่ 5 : เข้าใจผู้อื่นก่อน แล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา Seek First to Understand, Then to Be Understood รู้จัก "ฟัง" ผู้อื่นอย่างเข้าอกเข้าใจ
เราพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน เพราะการทำให้คนอื่นเข้าใจเรา เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้ ต้องเริ่มต้นด้วยการฟังและพยายามทำความเข้าใจ เพราะเมื่อเราเข้าใจพื้นฐานการคิดของเค้าแล้ว เราจะเข้าใจเหตุผลของการกระทำเข้าเค้าด้วย เมื่อนำมารวมกับสิ่งที่เราเข้าใจ จะทำให้งานผสมผสานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อุปนิสัยที่ 6 : ผนึกพลังประสานความต่าง Synergize นำความแตกต่างมาสร้างสิ่งที่ดีที่สุด
เมื่อเราต้องทำงานร่วมกันกับผู้อื่น หากผลลัพธ์ยังคงออกมาเป็น 1 ก็เท่ากับว่า เราไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้นมาเลย ซึ่งจริงๆ แล้ว 2 หัว ย่อมดีกว่าหัวเดียว หาก 2 คนที่ทำงานร่วมกันหมั่นพูดคุยแลกเปลี่ยนและเปิดยอมรับในความแตกต่าง และมองหาช่องว่างของความผิดพลาด หรือการสร้างประโยชน์ตรงนั้นมาพัฒนา จะช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อุปนิสัยที่ 7 : ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ Sharpen the Saw สร้างสมดุลให้ชีวิตทางด้านร่างกาย สมอง สังคม และจิตวิญญาณ
เมื่อเรามีความรู้ความสามารถในระดับหนึ่งแล้ว เราต้องหยุดนิ่งให้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะการหมั่นอัพเดทให้ทันกับปัจจุบันอยู่เสมอ เหมือนเรามีอาวุธพร้อมสู้อยู่ตลอดเวลา วิธีการคือ:
• - ดูแลสุขภาพให้ดี เมื่อเราแข็งแรง จะคิดอะไร ทำอะไร ก็พร้อมที่จะลงมือทำได้เสมอ
• - บำรุงความคิด โดยการอ่านหนังสือ ฟังสัมมนา ดูสารคดี เป็นต้น
• - พัฒนาจิตวิญญาณ ทำจิตใจให้ผ่องใส อาจจะนั่งสมาธิ ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน
• - พัฒนาอารมณ์ ให้เป็นคนจิตใจดี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น ไม่มองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป
• กล่าวโดยสรุป
• นิสัยข้อ 1-3 เป็นนิสัยส่วนตัว ทำให้เราเป็นคนมีประสิทธิภาพ มีสติ มั่นคง
• นิสัยข้อ 4-6 ที่ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เราอยู่ในสังคมได้ดี มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้อย่างมีความสุข
• นิสัยข้อสุดท้าย ข้อที่ 7 เป็นการรักษาความสมดุลของทุกๆ ข้อให้อยู่ในสัดส่วนที่พอดี เมื่อไหร่ที่เราทำได้จนติดเป็นนิสัย จะทำให้เราเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าจะทำอะไร ก็สำเร็จได้โดยง่าย ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือรำคาญใจให้กับผู้ร่วมงาน
การนำไปประยุกต์ใช้
การเรียนรู้ 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ทั้งส่วนตัวและการปฏิบัติงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบ โดยเรานำมาสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิต สร้างสรรค์พันธกิจ วิสัยทัศน์ และคุณค่าของตนเอง จัดลำดับความสำคัญเพื่อการใช้ชีวิตอย่างสมดุล พัฒนาการสื่อสารและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งการฝึกฝนการใช้อุปนิสัยทั้ง 6 ข้อด้วยการพัฒนาร่างกาย สมอง สังคม และจิตวิญญาณ เพื่อตัวเราเอง ครอบครัว หน่วยงานและประเทศชาติ

 
You are here: